การอ่านนั้นสามารถส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาของระบบสมอง

33

การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถช่วยให้สังคมไทย พัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอ่านนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในทุกๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการคิด หรือกระทำสิ่งใดนั้น ย่อมต้องอาศัยการอ่านเป็นสำคัญวัยรุ่นไทยนับได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการอ่านเป็นอย่างดี เพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้มีสื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่มีประโยชน์ และเพื่อความบันเทิง วัยรุ่นไทยสามารถที่จะเลือกอ่านในสิ่งที่ตนเองชอบ และสนใจได้อย่างกว้างขวาง สื่อที่วัยรุ่นไทยเลือกอ่านนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นสื่อ ประเภทบันเทิง ฉาบฉวย และหวือหวา ซึ่งสื่อเหล่านี้ นับว่าเป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทต่อการอ่าน ของวัยรุ่นไทยเป็นอย่างมาก การอ่านนั้นมีความจำเป็นต่อคนทุกระดับ เพราะไม่ว่าใครก็จำเป็นที่จะต้องอ่านกันทั้งนั้น เช่นการอ่านแผ่นป้ายโฆษณา การอ่านข้อความ การอ่านหนังสือพิมพ์ การอ่านคำกล่าวรายงาน หรือแม้กระทั่งการอ่านเรื่องใกล้ตัวอย่างชื่อของตนเอง เป็นต้น

การอ่านนั้นสามารถส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาของระบบสมอง เพราะเมื่อคนเราอ่านมากเท่าไร สมองก็จะสามารถจดจำและพัฒนาได้มากขึ้นเท่านั้น การอ่านเพื่อพัฒนาการที่ดีนั้น ควรเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ การได้พบ ได้ฟัง ได้พูด หรือได้อ่านนั้นเปรียบเสมือนการได้ฝึกฝนทักษะการอ่านเบื้องต้นเป็นอย่างดี การอ่านโดยทั่วไปมีจุดประสงค์สำคัญคือ เป็นการอ่านเพื่อเก็บความรู้ เป็นการอ่านเพื่อจดจำเอาสาระสำคัญต่างๆมารวบรวมกันไว้เป็นความรู้รอบตัว เพื่อจะสามารถนำไปใช้ได้ในโอกาสต่างๆ การอ่านเพื่อวิเคราะห์ คือ การอ่านโดยพิจารณาส่วนต่างๆ ของบทเพื่อให้เกิด ความเข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนต้องอ่าน ซ้ำหลายๆครั้ง เหล่านี้มักใช้ในการอ่านหนังสือเชิงวิชาการ  การอ่านเพื่อตีความ เมื่ออ่านรู้เรื่องแล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตีความ การตีความนั้นมักเป็นไปตามประสบการณ์ และ ความรู้สึกของผู้อ่านแต่ละคน เมื่ออ่านได้ตามจุดประสงค์สำคัญดังกล่าวแล้ว ก็ยังจะต้องมีการประเมินค่าในสิ่งที่อ่านด้วย การประเมินค่า คือ การชี้แจงบอกกล่าวว่าสิ่งไหนมีความดีด้านใด บกพร่องในด้านใด สำหรับการประเมินค่าต้องพิจารณารูปแบบสื่อที่อ่านนั้นให้ดีเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาว่า จุดประสงค์ในการสร้างสรรค์ของสื่อนั้นคืออะไร เมื่อจะประเมินค่าสิ่งที่ได้อ่าน ต้องพิจารณารูปแบบ และจุดประสงค์ในการผลิต การประเมินค่าของเราไม่คำนึงว่าจะถูกต้องหรือไม่ ตรงกับความคิดเห็นของใครและควรพิจารณาส่วนต่างๆ ของสื่อที่อ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน

กิจกรรมส่งเสริมการอ่านและจัดมุมหนังสือสำหรับเด็ก 0-6 ปี

4คนในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับหนังสือ เนื่องจากมีสื่อและสิ่งเร้าต่างๆที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมากขึ้นพบว่าเด็กไทยอ่านหนังสือลดลงเกือบทุกวัน เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความเป็นอยู่ การศึกษาและค่านิยมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมรวมทั้งสภาพแวดล้อมในปัจจุบันอีกด้วย ในขณะเดียวกันการเรียนรู้สิ่งต่างๆในสังคมนั้นไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่หากจะมีสื่อชนิดอื่นที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมาในสังคมอีกมากมาย เช่น อินเตอร์เน็ต อีเมล์ มือถือคอมพิวเตอร์แบบพกพา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ และความสามารถสืบค้นหาความรู้จากสื่อนั้นได้ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านวิชาการ บันเทิง หรือประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกคนมีช่องทางในการค้นหาความรู้มากขึ้นเป็นผลให้เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลงและหันมาศึกษาหาความรู้จากด้านอื่นมากขึ้น

เด็กไทยเริ่มมีความสนใจในการอ่านหนังสือน้อยลง เมื่อเปรีบเทียบกับอดีต อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งมีการสื่อสารอย่างไร้พรมแดน แต่ละประเทศก็มีการพัฒนาให้ประเทศของตัวเองมีประสิทธิภาพทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ และสิ่วแวดล้อม เมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ข่าวสารก็สะดวกกว่าอดีตอย่างมาก แต่ละประเทศมีการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมไปถึงการพัฒนาเพื่อยกระดับด้านการศึกษาของประเทศตัวเอง เพราะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการจะสร้างทรัพยากรมนุษย์ภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ที่จะสามารถมาพัฒนาประเทศได้ในอนาคต ซึ่งในการพัฒนาด้านการศึกษาของแต่ละประเทศก็มีลักษณะกฏเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ประชากรในประเทศว่ามีความใส่ใจสนใจแค่ไหน

การผลักดันนโยบายหนังสือและการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัย 0-6 ปี ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจะเป็นการแก้ไขปัญหาการเรียนหนังสือด้อยประสิทธิภาพและการอ่านหนังสือไม่ออกของเด็กไทยในระยะยาว เนื่องจากการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในเด็กวัย 0-6 ปี มีข้อมูลยืนยันแล้วว่าจะช่วยทำให้เด็กอ่านหนังสือได้โดยอัตโนมัติก่อนเข้าโรงเรียน เพราะสมองของเด็กในวันนี้เติบโตสูงสุดกว่า 80% ของชีวิตมนุษย์ และทำให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านติดตัวไปจนโต ช่วยให้เด็กเกิดจินตนาการ มีโลกทัศน์อันกว้างใหญ่ เกิดทักษะด้านภาษา และมีอุปนิสัยที่พึงประสงค์ของสังคม

เทคโนโลยีกับวิถีการอ่านของวัยรุ่น

จับกระเเสการอ่านหนังสือของวัยรุ่นไทยท่ามกลางยุคสมัย ” เทคโนโลยีนิยม ” ของท่านผู้นำประเทศคนปัจจุบัน ก็คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าวิถีการอ่าน…ของวัยรุ่นยุคนี้ เริ่มเข้าสู่มุมมืดมากขึ้นทุกที จากผลการวิจัยล่าสุดพบว่าประชาชนคนไทยเฉลี่ยเเล้วอ่านหนังสือกันค่อนข้างน้อย คือ ๖ บรรทัดต่อปี แต่กลับดูทีวีมากถึง ๓ ชั่วโมง๕๐ นาทีต่อวัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะยุคกระเเสบริโภคนิยม ผนวกกับยุคเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเสพข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภคข่าวสารให้กับประชาชน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่หลงใหลในเทคโนโลยีจนกลายเป็นกระเเสเเฟชั่น “ ซึ่งนับว่าเป็นจุดอันตรายอย่างยิ่ง” ของคนที่จะขึ้นไปสู่พลพรรคปัญญาชนในสังคม

ภายใต้กฎเกณฑ์กระเเสสังคมอิเล็กทรอนิกส์ หากจะมองอีกเเง่มุมหนึ่ง มันก็คงไม่ผิดมากนักเพราะประดิษฐกรรมเหล่านี้ล้วนเเล้วแต่ถูกคิดเเละสร้างสรรค์มาจากหัวสมองของมนุษย์ที่มุ่งหวังจะพัฒนาวัตถุอันเกิดจากจินตนาการที่บรรเจิดเพริศเเพร้วขึ้นมาเพียงเพื่อสนองความต้องการของตน

หากลองเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาเเล้ว หรือกำลังพัฒนาบางประเทศจะเห็นได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ ให้ความสนใจในการอ่านหนังสือกันมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นการยกระดับคุณภาพทางด้านต่าง ๆ แล้วยังถือเป็นบรรทัดฐานของการเรียนรู้เเละเป็นฐานในการพัฒนา โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวก็ยังนิยมท่องโลกด้วยตัวอักษรของหนังสือมากกว่าการท่องโลกด้วยอักษรของหน้าจอคอมพิวเตอร์ เเต่สิ่งที่ปรากฎกับวัยรุ่นไทยอยู่ในขณะนี้กลับสวนทางกับกระแสโลก นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องกลับมาขบคิด

หลายครั้งที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองในสิ่งที่ได้พบเห็นกับวิถีการอ่าน…ของวัยรุ่นในยุคนี้ว่า ทำไมเหล่าวัยโจ๋วัยจ๊าบถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องของการอ่านหนังสือทั้ง ๆ ที่หนังสือจะเป็นตัวเพิ่มพูนสติปัญญาให้พวกเขาได้ฉลาดรอบรู้ เสริมสร้างแนวความคิดให้เเตกฉานในการดำเนินชีวิต เเละเเยบยลในการเเก้ปัญหาต่าง ๆ ของเเต่ละช่วงจังหวะชีวิต เเล้ววัยรุ่นยุคนี้ เขาเสพหรือเเสวงหาความรู้มาเป็นอาหารสมองกันอย่างไร ?

การอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างง่ายๆและได้ผลอีกด้วย

การทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนนั้นเป็นเทคนิคง่ายๆ นักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียน คือการหมั่นฝึกฝนตามขั้นตอนให้เกิดความเคยชินจนติดกลายเป็นนิสัยการอ่านเพื่อทำความเข้าใจนี้จะแตกต่างจากการอ่านเพียงเพื่อท่องจำ เนื่องจากหลายคนอาจจะเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านหนังสือว่าอ่านยังไงก็จำไม่ได้ หรือจำได้นิดเดียวก็ลืมแล้ว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจจะมาจากการที่เรายังไม่มีหลักในการอ่านหนังสือที่ดี หรือยังขาดสมาธิในการอ่านหนังสือก็เป็นได้

เวลาอ่านแล้วต้องจับจุดสำคัญของเรื่องที่เราอ่านให้ได้ อาจใช้วิธีการทำไฮท์ไลท์โดยขีดเส้นใต้ที่เนื้อหานั้นๆหรือใช้ปากกาสีที่แตกต่างจากสีตัวหนังสือที่อ่านอยู่ระบายทับข้อความที่เราเห็นว่าสำคัญจริงๆจุดที่สำคัญของเนื้อเรื่องนั้นๆ สังเกตได้ว่ามักจะเกี่ยวข้องกับชื่อหัวเรื่อง มีการกล่าวซ้ำข้อความดังกล่าวบ่อยครั้งในเนื้อหาวิชา หรืออาจจะมีการพิมพ์ตัวหนังสือที่แตกต่างไปจากตัวหนังสืออื่น เช่นพิมพ์เป็นตัวหนา ตัวเอียง ฯลฯ การย่อหรือเขียนข้อความที่สำคัญเพื่อเป็นการป้องกันอาการง่วงนอนได้อีกทางหนึ่ง เราควรมีการเขียนโน๊ตย่อเฉพาะข้อความที่สำคัญ สรุปลงในสมุดต่างหาก เน้นเฉพาะที่สำคัญจริงๆ

เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบ

1. อ่านเป็นกลุ่มดีกว่า เพราะการอ่านคนเดียวอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ถ้าอ่านเป็นกลุ่มโอกาสอ่านผิดจุดจะยากขึ้น และยังพอช่วยกันฉุดได้
2. อ่านมาก่อนจากบ้าน แต่ละคนต้องรับผิดชอบตัวเองมาก่อน ควรอ่านเองที่บ้านก่อน 1 รอบ และจับกลุ่มติว เสร็จแล้วกลับไปอ่านทบทวนเองที่บ้านอีก 1 รอบ
3. ผลัดกันติว ใครเข้าใจเรื่องใดมากที่สุดก็ให้เป็นผู้ติว ข้อสำคัญ อย่าคิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว จงคิดว่าเป็นผู้ให้ก่อน แล้วคนอื่นก็จะให้ตอบเอง
4. เป็นการทบทวนเนื้อหา ผู้ติวจะได้ทบทวนเนื้อหา และจะรู้ว่าตัวเองขาดอะไร บกพร่องอะไร จากคำถามของเพื่อนที่สงสัย
5. แชร์ความคิด การติวจะทำให้เกิดการแชร์ความคิด และฝึกวิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น

เทคโนโลยี Tablet กับการอ่านหนังสือ


เหตุผลที่ Tablet PC กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ นั่นเพราะประโยชน์อันหลากหลาย และรูปแบบที่ทันสมัย พกพาได้สะดวกสบาย จะใช้ต่ออินเตอร์เน็ตก็ได้ ถ่ายรูปก็ดี เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ เช็คข้อมูลข่าวสาร อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์หรือ E-Book ก็ยังได้ แต่ประโยชน์สุดๆ ของเจ้า Tablet PC นี้คือการใช้อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ E-Book สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่าE-Book  คือ เจ้า E-Book นี่ก็หน้าตาเหมือนกันกับหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มๆ บนกระดาษนี่ล่ะ  แต่จะต้องอ่านผ่านหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอของ Tablet PC   ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่พอๆ กับหนังสือจริงๆ เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถอ่านได้ในที่มืดได้อีกด้วยโดยใช้แสงสว่างจากจอเข้ามาเป็นตัวช่วย

ปัจจุบันนี้เริ่ม มีการใช้ Tablet PC ในแวดวงการศึกษากันอย่างคึกคักเลยทีเดียว ตัวอย่งเช่นในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นลงทุนซื้อ Table PC แจกให้กับนักเรียนเพื่อใช้แทนหนังสือในรูปแบบเดิมๆ  ทั้งนี้เพราะTablet PC จะช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์หนังสือและตำราเรียนได้อย่างมากมาย อีกทั้งยังทำให้การปรับปรุงเนื้อหาตำราเรียนสามารถทำได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอหนังสือเป็นเล่มๆ หมดแล้วค่อยพิมพ์ใหม่แบบเดิมๆ อีกต่อไป  เพราะหนังสือต่างๆ ที่อยู่บน Tablet PC นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสืออิเลคทรอนิคส์ที่ถูกเก็บไว้ในรูปดิจิตอล จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา

Tablet PC หนึ่งเครื่องนั้นสามารถบรรจุหนังสือได้เป็นพันๆ เล่ม โดยผู้อ่านสามารถเลือกเล่มไหนขึ้นมาอ่านก่อนก็ได้ ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของTablet PC คือการเชื่อมโยงครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา เข้าด้วยกันผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ในการเรียนการสอนหมดไป ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา สามารถอยู่กันคนละที่แต่เข้ามาเรียนพร้อมกันแบบเห็นหน้าเห็นตาผ่านทางกล้องที่ถูกติดตั้งมาบนTablet PC ได้  จึงทำให้การเรียนการสอนทางไกลเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเข้าไปถึงกลุ่มคนทุกชั้นไม่ว่าจะอยู่ในชนบทห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

สำหรับในประเทศไทย สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มมีการแจก Tablet PC ให้กับนักศึกษาใหม่แล้ว แต่การนำไปประยุกต์ใช้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอนเพราะยังต้องอาศัยการพัฒนาโปรแกรมมารองรับรวมทั้งเนื้อหาตำราในรูปแบบ E-Book ที่จะต้องมีจำนวนมากกว่านี้  ในขั้นนี้ Tablet PC ในไทยจึงอาจเป็นได้แค่เครื่องมือที่ไว้จูงใจนักศึกษาหรือสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับมหาวิทยาลัยก่อน แต่ในอนาคต เมื่อราคาจำหน่ายของ Tablet PC ถูกลงกว่านี้จะมีจำนวนของหนังสือตำราเรียนต่างๆ ทยอยเข้าสู่E-Book มากขึ้น รวมทั้งจะมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อรองรับการอ่าน E-Book แบบไทย ๆ มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นTablet PC จะกลายเป็นช่องทางใหม่ ที่เปลี่ยนรูปโฉมการเรียนการสอนและการกระจายความรู้ให้เข้าถึงคนไทยได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว