นิทานสำหรับเด็กเพื่อฝึกฝนให้รักการอ่าน

การอ่านเป็นอาหารสมองที่ช่วยพัฒนาสมองให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ นอกจากนี้การอ่านยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาอารมณ์จิตใจ ช่วยให้ผู้อ่านมีความสุขบันเทิงใจผ่อนคลายความเครียด และช่วยบำบัดอาการทางจิต ซึ่งส่งผลต่อการลดปัญหาทางสังคมอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยมาก จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมการอ่านทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นการเริ่มต้นปลูกฝังรักหนังสือควรเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็กเพราะวัยนี้เป็นวัยที่ซึมซับและปลูกฝังลักษณะนิสัยต่างๆได้ง่าย การสร้างความสนใจให้เด็กอยากอ่านหนังสือเป็นการวางพื้นฐานการรักอ่านและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเด็กต่อไป

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้ใช้ภาษาซึ่งถูกนำมาบันทึกด้วยตัวหนังสือ เป็นสื่อกลางถ่ายทอดความหมายจากคนหนึ่งมาสู่คนอื่น ผ่านเรื่องเล่าตามจินตนาการ เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครแสดงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดได้เช่นเดียวกับคน โดยการสื่อสารจากหนังสือสำหรับเด็กประเภทนิทาน ด้วยวาจาของผู้เล่าไปสู่ผู้ฟังอย่างมีศิลปะ เพื่อสร้างความสนุกสนาน และเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านความรู้และคุณธรรมให้แก่ผู้ฟัง การอ่านเป็นทักษะที่ต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อน เพราะการอ่านจะเกี่ยว ข้องกับการแปลความสัญลักษณ์ที่เห็น และใช้แทนภาษาพูด เพื่อให้คนอื่นเข้าใจความคิดของผู้เขียน ผู้อ่านจึงต้องการเวลาสำหรับการฝึกการอ่าน ซึ่งต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

การเลือกนิทานสำหรับเด็ก

เป็นสื่อทางภาษาที่ถ่ายทอดเรื่องราวตามจินตนาการของผู้เขียน ผ่านภาษาและตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างบรรจงงดงาม การอ่านหนังสือนิทาน เด็กจะมีโอกาสเลือกอ่านตามความสนใจของตนเอง ตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเอง จึงแตกต่างจากการอ่านจากตำราหรือแบบฝึกหัด นอกจากนี้หนังสือนิทานไม่มุ่งเน้นการสอนซ่อมเสริมหรือฝึกฝนเด็ก เด็กจึงมีความสุขที่จะเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านด้วยทัศนคติที่ดี หนังสือนิทานสำหรับเด็กจะมีลักษณะเด่นเหมาะสมกับการสอนอ่าน เพราะมีภาพที่เชื่อมโยงเรื่องราวกับภาษาที่เป็นสัญ ลักษณ์ให้เด็กเข้าใจความหมายเรื่องราวงานเขียนนั้นๆ

นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

1.มีเนื้อหาสั้น ไม่วกวน ไม่ซับซ้อน เสนอเรื่องราวตรงไปตรงมา ชวนติดตาม น่าคิด สื่อถึงสังคมที่ดี
2.มีคำ ประโยคง่ายๆ ซ้ำๆ ก่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน
3.เป็นคำสุภาพ ไพเราะ ที่สังคมใช้สื่อสารอย่างเหมาะสม
4.มีภาพประกอบเรื่องราวสวยงาม
5.ภาพและเรื่องสอดคล้องกัน ชวนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาได้เป็นอย่างดี
6.ตัวหนังสือพิมพ์หรือเขียนอ่านง่าย ไม่มีลวดลายประดิษฐ์ ขนาดตัวหนังสือเหมาะแก่สายตา

ปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่านตั้งแต่ยังเด็ก

การอ่านมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน 

มีส่วนในการพัฒนาการศึกษา ปัจจุบันหลายฝ่ายให้ความสำคัญกับการอ่านมากขึ้นเพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมในการอ่านให้ยั่งยืน นำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาโดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองนี้ เพราะการจะผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติให้สำเร็จต้องมีกลุ่มทำงานยุทธศาสตร์มาผลักดันเรื่องนี้ และมีเรื่องหลักที่ต้องทำ คือ การตัดวงจรชั่วร้ายเนื่องจากหนังสือดีในปัจจุบันขายได้แค่ไม่กี่พันเล่ม ทำให้คนเขียน คนแปลหนังสือดีมีน้อย ตรงจุดนี้จะต้องอาศัยรัฐบาลมาช่วยตัดวงจรด้วยการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตหนังสือดีให้มากขึ้นโดยต้องมีกองทุนขึ้นมาสนับสนุนการผลิต การส่งเสริมให้เกิดชมรมรักการอ่านทุกหมู่บ้าน

การส่งเสริมให้เด้กรักการอ่านตั้งแต่เด็กจะช่วยให้รักการอ่านไปจนโตได้โดยหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังโดยน้ำเสียงที่คุณแม่เล่าและเรื่องราวจากหนังสือนิทานนั้นๆ จะช่วยให้ลูกได้ฝึกทักษะการจำ โดยจำสิ่งต่างๆในหนังสือ และเกิดความสนใจในเสียงต่างๆรอบตัวว่าเป็นเหมือนนิทานที่คุณอ่านให้ฟังหรือไม่ นอกจากนี้การได้ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่เวลาฟังนิทานจะทำให้เด็กให้ความใส่ใจในหนังสือที่คุณอ่านและต่อมา พวกเขาจะเริ่มให้ความสนใจในหนังสือด้วยตัวเขาเอง และจะขอให้คุณอ่านให้ฟัง คุณแม่อาจช่วยลูกอ่านออกเสียงตัวอักษรและคำต่างๆ เพื่อให้เขาฝึกออกเสียงด้วย ลูกจะเรียนรู้การอ่านตามธรรมชาติของเขาจากสิ่งที่คุณแม่หรือคุณพ่อเล่าหรืออ่านให้ฟัง

การอ่านหนังสือนอกจากเป็นอาหารสมองที่ดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจให้แก่ผู้อ่านด้วย ยิ่งผู้อ่านได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินจากเรื่องที่อ่านมากเท่าไร การเรียนรู้ก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเท่านั้น การอ่านกับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณครูควรปลูกฝังและส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยอนุบาล เพราะเด็กในวัยนี้จะซึบซับและเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวได้ง่ายและรวดเร็ว ยิ่งถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากคุณครูเป็นประจำและสม่ำเสมอด้วยแล้ว เด็กก็จะเกิดความคุ้นเคยและเคยชินกับการอ่านหนังสือ จนพัฒนาเป็นนิสัยรักการอ่านโดยไม่รู้ตัว

การอ่านเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมสามารถทำร่วมกันได้

แต่คนที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ เพราะการส่งเสริมการอ่านควรเริ่มแต่วัยเยาว์และต้องเริ่มต้นจากครอบครัวเป็นลำดับแรก พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก หากพ่อแม่ไม่สนใจอ่านหนังสือแล้ว  คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ลูกเชื่อว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ควรทำ และสถานศึกษาก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเด็กให้เป็นคนรักการอ่าน ผ่านการจัดกิจกกรมส่งเสริมการอ่าน การจัดห้องสมุดให้น่าเข้า รวมถึงการบูรณาการความรู้จากหนังสือต่างๆ ที่เด็กชอบเข้ากับวิชาเรียนแต่ละวิชาให้ได้ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนานกับการอ่านหนังสือ และเริ่มมองเป็นมุมมองที่หลากหลายจากหนังสือเล่มเดิมได้มากขึ้น

เพิ่มความสะดวกในการอ่าน กับร้านหนังสือออนไลน์

การเติบโตของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำให้ผู้คนรู้จักและใช้งานอี-บุ๊กหรือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น หากมีแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนที่จอใหญ่พอจะอ่านหนังสือได้ อย่ารอช้า หาวิธีประหยัดให้ตัวเอง ด้วยการซื้อหนังสืออี-บุ๊ก เพราะถูกกว่าซื้อเป็นฉบับประมาณ 25-30% เชียวล่ะ

แน่นอนว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนย่อมต้องใช้อินเทอร์เน็ตหรือใช้งานดาต้าเป็นประจำ จึงเป็นที่มาแอพพลิเคชั่นบนแอพสโตร์สำหรับผู้ใช้ไอโฟนและไอแพด

เราต้องเริ่มด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการอี-บุ๊กมาไว้บนอุปกรณ์ของเราก่อน เช่น มีไอแพด หรือไอโฟน ก็เข้าไปที่แอพสโตร์ แล้วเลือกดาวน์โหลดของผู้ให้บริการที่เราต้องการใช้งานมาบนเครื่องของเรา ซึ่งจะมีทั้งของหนังสือฉบับนั้น ๆ เองและของสำนักพิมพ์ที่จัดทำเป็นร้านหนังสือออนไลน์ให้บริการทั้งจากนักเขียนชื่อดังและนักเขียนหน้าใหม่

ปัจจุบันที่เป็นรายใหญ่บนแอพสโตร์เปรียบเหมือนเปิดร้านขายหนังสือขนาดใหญ่บนโลกออนไลน์มีทั้งแมกกาซีน พ็อกเกตบุ๊กและหนังสือพิมพ์ฉบับออนไลน์

จากข้อมูลล่าสุดมีการซื้อขายหนังสือหรือดาวน์โหลดอี-บุ๊กจากเอไอเอสบุ๊กสโตร์แล้วมากกว่า 2 ล้านเล่ม นิตยสารบางฉบับซื้อถูกกว่าซื้อเป็นเล่มได้สูงสุดถึง 60% ถ้าเป็นนิตยสารรายปักษ์ถ้าเราตกลงใจจะซื้อแล้ว จะได้รับหนังสือแบบอี-บุ๊กเดือนละ 2 เล่ม นิตยสารรายสัปดาห์เดือนละ 4 เล่ม

ขนาดหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ เรายังสามารถซื้อฉบับอี-บุ๊กได้จ่ายเดือนละ 29 บาท ถูกกว่าซื้อเป็นเล่มกว่าครึ่ง

แม้แต่หนังสือสำหรับคุณแม่บ้าน คุณผู้หญิงที่เคยเห็นมาตั้งแต่เป็นเด็ก เช่น ขวัญเรือนและกุลสตรี ก็ยังมีฉบับอี-บุ๊ก ทันสมัยสุด ๆ

การจ่ายตังค์ก็ง่ายเรียกเก็บพร้อมค่าใช้งานโทรศัพท์ในทุกเดือน

จึงยืนยันถึงการเติบโตของอี-บุ๊กในบ้านเราได้อย่างดี

ส่วนหนังสือพิมพ์ หลายคนมักจะบ่นว่า หาซื้อไม่ค่อยได้ เพราะแผงหนังสืออยู่ไกลบ้าน หรือบางทีไปถึงร้านก็หมดก่อน หากฝนตกเด็กส่งหนังสือพิมพ์เบี้ยวก็อดอ่าน ในเอไอเอสบุ๊กสโตร์ก็มีหนังสือฉบับออนไลน์ หรือ อี-นิวส์เปเปอร์ (e-newpaper) ที่ให้บริการในตอนนี้เป็นหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึกและโลกวันนี้ หากซื้อแบบรายเดือนจะถูกกว่าซื้อที่แผงประมาณ 30-60%

ข้อดีของอี-บุ๊กก็คือ ถ้าเป็นนักอ่านก็สะดวกไม่ต้องพกหนังสือหลายเล่มแบกให้หนักเวลาเดินทาง หากเราหยุดพักผ่อนหรือต้องเดินทางไปหลาย ๆ วัน สามารถดาวน์โหลดอี-บุ๊กติดตัวไปอ่านได้หลายเล่ม แค่พกแท็บเล็ตหรือเครื่องอ่านหนังสืออี-บุ๊กไปเครื่องเดียว ราคาก็ถูกกว่าซื้อหนังสือเล่ม ส่วนสำนักพิมพ์ก็ประหยัดพื้นที่จัดเก็บหนังสือ ช่วยลดต้นทุนค่ากระดาษ

หนังสือออนไลน์ ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ในยุคดิจิตอล

การแข่งขันของธุรกิจ”หนังสือ” ในยุคดิจิทัล จำเป็นต้องปรับตัวรับมือ “สื่อใหม่” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคนี้ ท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยี ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้อ่านหนังสือเล่ม ทำให้บรรดา “สำนักพิมพ์”หลายค่าย ต่างเดินหน้าสร้างสรรค์กลยุทธ์ต่อยอดคอนเทนท์ รวมถึงผสมผสานการใช้ประโยชน์จากสื่อใหม่ เพื่อสร้างฐานผู้อ่านทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์

กลยุทธ์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง จึงมีความสำคัญต่อการสื่อสารและการดำเนินธุรกิจในยุคนี้ เนื่องจากสินค้าหรือผลงานส่วนใหญ่มุ่งเน้นเจาะคนรุ่นใหม่ ทั้งวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยถือเป็นกลุ่มที่ใช้เวลากับสื่อดิจิทัล ออนไลน์หลายชั่วโมงในแต่ละวัน มากกว่าสื่อรูปแบบอื่นๆ

รูปแบบการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งในช่วงแรก บริษัทใช้เว็บไซต์สื่อสารจนติดตลาด เป็นที่รับรู้ในกลุ่มวัยรุ่นและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขณะที่การใช้งานสื่ออินเทอร์เน็ตในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างในกลุ่มหลายวัย ส่งผลให้การทำตลาดในช่องทางออนไลน์มีความสำคัญมากขึ้นในทุกธุรกิจ

ท่ามกลางสถานการณ์การเข้าร้านหนังสือและซื้อสินค้ามีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากยอดขายร้านหนังสือชะลออย่างมากเมื่อเทียบกับยุคก่อน ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคนี้

“หากหนังสือมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายคนทั่วไป ทุกเพศทุกวัย อาจไปไม่รอด เช่นเดียวกับหนังสือ ที่ไม่วางตำแหน่งกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เชื่อว่าขายยากมากในปัจจุบัน แต่หากเป็นหนังสือเฉพาะกลุ่ม ถือว่ามีโอกาสทางธุรกิจในยุคนี้ ที่สามารถใช้เครื่องมือสื่อดิจิทัลในการสื่อสารตอบโจทย์ความสนใจเฉพาะด้าน”
ในโลกออนไลน์ที่สามารถค้นหาข้อมูลและวิเคราะห์ความสนใจผู้บริโภคได้อย่าง ง่ายๆ ตัวอย่างเว็บไซต์กูเกิล ที่มีผู้เข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านคำค้นต่างๆ ที่อยู่ในกระแส สำนักพิมพ์อาจเลือกดึงความสนใจของผู้คนจากคำค้นยอดฮิต มาผลิตเป็นหนังสือ ที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกกว่าในอินเทอร์เน็ต จะเห็นได้ว่าสื่อออนไลน์เป็นอีกช่องทางสำคัญในการพัฒนาคอนเทนท์หนังสือให้ น่าสนใจ

6 เทคนิคดีๆ ในการอ่านหนังสือที่แสนน่าเบื่อ อ่านยังไงให้เข้าหัว

index
ปกติแล้วถ้าเป็นหนังสือที่เราชอบ มักจะไม่ค่อยมีโมเมนท์อยากปิดหนังสือ แต่สำหรับหนังสือบางประเภท เช่น หนังสือเรียน หลายคนอยากรีบอ่านให้จบแต่ไม่จบซักที เพราะอ่านไม่กี่หน้าก็หน้าเบื่อ ง่วงนอน ทุกหน้าเต็มไปด้วยตัวหนังสือล้วนๆ แต่ทำไงได้ น้องๆ ต้องใช้สอบและเพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเอง ดังนั้นก็ต้องอ่านๆๆ เข้าไปค่ะ อิอิ

แบบนี้แน่นอน ก็เลยสรรหาเทคนิคการอ่าน “หนังสือที่น่าเบื่อ” ให้หายน่าเบื่อและสามารถอ่านจนจบได้ด้วยระยะเวลาที่เร็วขึ้นกว่าเดิม ไปดูกันเลยว่าเทคนิคเหล่านั้นมีอะไรบ้าง
1. ดูสารบัญ หาเรื่องที่น่าสนใจก่อน
ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ถ้า รู้ประโยชน์ของสารบัญค่ะ สารบัญจะอยู่หน้าแรกๆ ของหนังสือ เป็นส่วนที่บอกว่าเรื่องไหนอยู่หน้าอะไร เราอาจจะมองว่าไม่มีประโยชน์ แต่ความจริงมันคือโครงร่างของหนังสือที่ช่วยให้รู้ว่าในเล่มนี้มีอะไรให้อ่านบ้าง ไม่ต้องไปไล่ดูทั้งเล่ม เมื่ออ่านหัวข้อแล้ว ชอบหัวข้อไหนหรืออันไหนน่าสนใจ คิดว่าอ่านแล้วต้องไม่วางหนีซะก่อน ก็เลือกเปิดไปหน้านั้นก่อนเลยค่ะ การที่เราเริ่มต้นด้วยอะไรง่ายๆ สนุกๆ ทุกอย่างจะราบรื่นขึ้นเยอะค่ะ

2. อ่านกี่หน้าดี
พลิกหน้าหนังสือจากสารบัญมาแล้ว ถ้ามาเจอความจริงว่า เนื้อหามันน่าเบื่อมากกกกกกก คราวนี้ถ้ารู้ตัวว่าอ่านได้ไม่เกิน 10 นาทีต้องปิดแน่ๆ (หมายถึงตาเรา) ก็ต้องใช้เทคนิคฟิกจำนวนหน้าไว้เลย พูดง่ายๆ คือ ตั้งเป้าเอาไว้ว่าต้องอ่านให้ได้กี่หน้า เช่น ต้องอ่านให้ได้ 10 หน้า (เมื่อไหร่จะอ่านจบเล่ม), 20 หน้า ถ้าอ่านครบที่ตั้งใจก็ไปพักได้ เหตุผลที่ต้องระบุจำนวนหน้าแทนการระบุเวลา เพราะการระบุจำนวนหน้าให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าค่ะ บางคนอ่านครึ่งชั่วโมง แต่ได้ไม่ถึง 5 หน้าก็มี เพราะไม่ตั้งใจ ตรงกันข้ามถ้าเราระบุจำนวนหน้า จะช่วยให้กระตือรือร้น 10 หน้าอาจจะอ่านจบภายใน 10 นาทีก็ได้ ใครจะอ่านสองชั่วโมงก็ไม่มีใครว่า แต่ต้องอ่านให้ถึงเป้าแค่นั้นพอ

3. เสียบปุ๊บอ่านปั๊บ
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับคนที่เบื่อการอ่านแบบปกติที่ต้องไล่ทีละหน้า อุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้คือ “ที่คั่นหนังสือ” ค่ะ วิธีการง่ายๆ เอาหนังสือน่าเบื่อเล่มนั้นมาวางไว้ แล้วเอาที่คั่นหนังสือเสียบเข้าไป ได้หน้าไหนก็อ่านหัวเรื่องนั้น ไม่ใช่อ่านแค่หน้านั้นนะคะ เพราะบางทีหน้าที่เราคั่นอาจจะอยู่กลางๆ เรื่อง ดังนั้นลองเปิดย้อนดูหน่อยว่าต้นเรื่องอยู่ตรงไหนแล้วก็เริ่มอ่านได้เลย เมื่ออ่านจบเรื่องแล้ว ก็มาจดใส่สมุดเอาไว้ว่าอ่านหน้าไหนไปแล้วบ้าง วิธีนี้ช่วยให้การอ่านไม่น่าเบื่อ เพราะเราต้องลุ้นอยู่ตลอดว่าจะได้อ่านเรื่องไหน จะได้เรื่องสั้นหรือยาว และที่สำคัญเราต้องรับผิดชอบอ่านหัวเรื่องนั้นให้จบด้วยค่ะ อิอิ

4. พกหนังสือไปด้วยทุกที่
สิ่งแวดล้อมมีส่วนช่วยในการอ่านมากเลยนะคะ เคยสังเกตมั้ยว่าถ้าเราอ่านหนังสือในสถานที่ที่แตกต่างกัน ระดับการเรียนรู้จะแตกต่างกัน บางคนชอบอ่านในร้านอาหาร บางคนชอบอ่านห้องสมุด อ่านต่างสถานที่แต่เหตุผลเหมือนกันคือ อ่านในที่ที่มีสมาธิเหมาะกับตัวเรา ดังนั้นพี่มิ้นท์แนะนำให้พกหนังสือไปด้วยทุกที่ค่ะ ช่วงไหนใกล้สอบให้พกเล่มที่น่าเบื่อติดตัวไว้ แล้วเปิดอ่านตอนเวลาว่าง วันละนิด วันละหน่อย เดี๋ยวก็จบเล่มเองค่ะ

5. หาสื่ออื่นมาประกอบ
เทคนิคการอ่านข้อสุดท้าย ต้องใช้อย่างอื่นเข้ามาช่วยค่ะ ทุกวันนี้คงเคยเห็นหนังสือสรุปย่อ หนังสือ การ์ตูนความรู้ หรือพวก info graphic, mind mapping ต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งกว่าจะออกเป็นสื่อพวกนี้ คนทำก็ต้องเอาเนื้อหาแน่นๆ เต็มๆ มาย่อยให้เหลือข้อมูลแค่นั้นก่อน ดังนั้นถ้าไม่อยากอ่านแต่หนังสือน่าเบื่อๆ ลองไปยืมจากห้องสมุดหรือเสิร์ชหาอินเทอร์เน็ตในหัวเรื่องต่างๆ มาอ่านประกอบ เป็นเทคนิคที่ช่วยได้เยอะเลยนะคะ

6. พักผ่อนให้พอก่อนมาอ่าน
การอ่านหนังสือซักเล่มต้องใช้แรงกาย แรงใจ และแรงจูงใจค่อนข้างเยอะค่ะ ยิ่งเป็นหนังสือที่น่าเบื่อด้วยแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นสองเท่า หากง่วงๆ มาอ่าน รับรองว่าไม่เกิน 5 นาที หนังสือได้อ่านเราแน่นอน ดังนั้นก่อนอ่านหนังสือ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ หากเพิ่งเลิกเรียนมา ก็กินข้าว อาบน้ำ ดูทีวีให้พอใจก่อน แล้วมาลุยอ่านให้เต็มที่ บางทีแค่ร่างกายและจิตใจพร้อมก็ช่วยเปลี่ยนหนังสือที่น่าเบื่อให้น่าอ่านได้นะคะ ใครที่รู้ตัวว่ารอบตัวมีแต่หนังสือน่าเบื่อๆ ทั้งนั้น ก็ลองเอาเทคนิคการอ่านทั้ง 6 ข้อนี้ไปปรับใช้ดู จะใช้ทุกเทคนิคไปพร้อมๆ กันก็ได้ค่ะ