การอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างง่ายๆและได้ผลอีกด้วย

การทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนนั้นเป็นเทคนิคง่ายๆ นักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียน คือการหมั่นฝึกฝนตามขั้นตอนให้เกิดความเคยชินจนติดกลายเป็นนิสัยการอ่านเพื่อทำความเข้าใจนี้จะแตกต่างจากการอ่านเพียงเพื่อท่องจำ เนื่องจากหลายคนอาจจะเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านหนังสือว่าอ่านยังไงก็จำไม่ได้ หรือจำได้นิดเดียวก็ลืมแล้ว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจจะมาจากการที่เรายังไม่มีหลักในการอ่านหนังสือที่ดี หรือยังขาดสมาธิในการอ่านหนังสือก็เป็นได้

เวลาอ่านแล้วต้องจับจุดสำคัญของเรื่องที่เราอ่านให้ได้ อาจใช้วิธีการทำไฮท์ไลท์โดยขีดเส้นใต้ที่เนื้อหานั้นๆหรือใช้ปากกาสีที่แตกต่างจากสีตัวหนังสือที่อ่านอยู่ระบายทับข้อความที่เราเห็นว่าสำคัญจริงๆจุดที่สำคัญของเนื้อเรื่องนั้นๆ สังเกตได้ว่ามักจะเกี่ยวข้องกับชื่อหัวเรื่อง มีการกล่าวซ้ำข้อความดังกล่าวบ่อยครั้งในเนื้อหาวิชา หรืออาจจะมีการพิมพ์ตัวหนังสือที่แตกต่างไปจากตัวหนังสืออื่น เช่นพิมพ์เป็นตัวหนา ตัวเอียง ฯลฯ การย่อหรือเขียนข้อความที่สำคัญเพื่อเป็นการป้องกันอาการง่วงนอนได้อีกทางหนึ่ง เราควรมีการเขียนโน๊ตย่อเฉพาะข้อความที่สำคัญ สรุปลงในสมุดต่างหาก เน้นเฉพาะที่สำคัญจริงๆ

เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบ

1. อ่านเป็นกลุ่มดีกว่า เพราะการอ่านคนเดียวอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ถ้าอ่านเป็นกลุ่มโอกาสอ่านผิดจุดจะยากขึ้น และยังพอช่วยกันฉุดได้
2. อ่านมาก่อนจากบ้าน แต่ละคนต้องรับผิดชอบตัวเองมาก่อน ควรอ่านเองที่บ้านก่อน 1 รอบ และจับกลุ่มติว เสร็จแล้วกลับไปอ่านทบทวนเองที่บ้านอีก 1 รอบ
3. ผลัดกันติว ใครเข้าใจเรื่องใดมากที่สุดก็ให้เป็นผู้ติว ข้อสำคัญ อย่าคิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว จงคิดว่าเป็นผู้ให้ก่อน แล้วคนอื่นก็จะให้ตอบเอง
4. เป็นการทบทวนเนื้อหา ผู้ติวจะได้ทบทวนเนื้อหา และจะรู้ว่าตัวเองขาดอะไร บกพร่องอะไร จากคำถามของเพื่อนที่สงสัย
5. แชร์ความคิด การติวจะทำให้เกิดการแชร์ความคิด และฝึกวิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น

เทคโนโลยี Tablet กับการอ่านหนังสือ


เหตุผลที่ Tablet PC กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ นั่นเพราะประโยชน์อันหลากหลาย และรูปแบบที่ทันสมัย พกพาได้สะดวกสบาย จะใช้ต่ออินเตอร์เน็ตก็ได้ ถ่ายรูปก็ดี เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ เช็คข้อมูลข่าวสาร อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์หรือ E-Book ก็ยังได้ แต่ประโยชน์สุดๆ ของเจ้า Tablet PC นี้คือการใช้อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ E-Book สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่าE-Book  คือ เจ้า E-Book นี่ก็หน้าตาเหมือนกันกับหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มๆ บนกระดาษนี่ล่ะ  แต่จะต้องอ่านผ่านหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอของ Tablet PC   ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่พอๆ กับหนังสือจริงๆ เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถอ่านได้ในที่มืดได้อีกด้วยโดยใช้แสงสว่างจากจอเข้ามาเป็นตัวช่วย

ปัจจุบันนี้เริ่ม มีการใช้ Tablet PC ในแวดวงการศึกษากันอย่างคึกคักเลยทีเดียว ตัวอย่งเช่นในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นลงทุนซื้อ Table PC แจกให้กับนักเรียนเพื่อใช้แทนหนังสือในรูปแบบเดิมๆ  ทั้งนี้เพราะTablet PC จะช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์หนังสือและตำราเรียนได้อย่างมากมาย อีกทั้งยังทำให้การปรับปรุงเนื้อหาตำราเรียนสามารถทำได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอหนังสือเป็นเล่มๆ หมดแล้วค่อยพิมพ์ใหม่แบบเดิมๆ อีกต่อไป  เพราะหนังสือต่างๆ ที่อยู่บน Tablet PC นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสืออิเลคทรอนิคส์ที่ถูกเก็บไว้ในรูปดิจิตอล จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา

Tablet PC หนึ่งเครื่องนั้นสามารถบรรจุหนังสือได้เป็นพันๆ เล่ม โดยผู้อ่านสามารถเลือกเล่มไหนขึ้นมาอ่านก่อนก็ได้ ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของTablet PC คือการเชื่อมโยงครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา เข้าด้วยกันผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ในการเรียนการสอนหมดไป ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา สามารถอยู่กันคนละที่แต่เข้ามาเรียนพร้อมกันแบบเห็นหน้าเห็นตาผ่านทางกล้องที่ถูกติดตั้งมาบนTablet PC ได้  จึงทำให้การเรียนการสอนทางไกลเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเข้าไปถึงกลุ่มคนทุกชั้นไม่ว่าจะอยู่ในชนบทห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

สำหรับในประเทศไทย สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มมีการแจก Tablet PC ให้กับนักศึกษาใหม่แล้ว แต่การนำไปประยุกต์ใช้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอนเพราะยังต้องอาศัยการพัฒนาโปรแกรมมารองรับรวมทั้งเนื้อหาตำราในรูปแบบ E-Book ที่จะต้องมีจำนวนมากกว่านี้  ในขั้นนี้ Tablet PC ในไทยจึงอาจเป็นได้แค่เครื่องมือที่ไว้จูงใจนักศึกษาหรือสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับมหาวิทยาลัยก่อน แต่ในอนาคต เมื่อราคาจำหน่ายของ Tablet PC ถูกลงกว่านี้จะมีจำนวนของหนังสือตำราเรียนต่างๆ ทยอยเข้าสู่E-Book มากขึ้น รวมทั้งจะมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อรองรับการอ่าน E-Book แบบไทย ๆ มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นTablet PC จะกลายเป็นช่องทางใหม่ ที่เปลี่ยนรูปโฉมการเรียนการสอนและการกระจายความรู้ให้เข้าถึงคนไทยได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

วิวัฒนาการของหนังสือเกิดขึ้นการจากที่มนุษย์ได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆสั่งสมเป็นความรู้

1

ก่อนที่เราจะมีหนังสือเป็นแหล่งความรู้หลักอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์มีวิวัฒนาการที่ยาวนานข้ามยุคข้ามสมัยมานานนับพันปี  หนังสือสื่อสิ่งพิมพ์ถือว่าเป็นความบันเทิงอย่างแรกๆของมนุษย์เรา แต่ในปัจจุบันเรามีสื่อที่หลากหลาขึ้น ทั้งในรูปของเสียง เช่น วิทยุ  เพลง หรือภาพและเสียงอย่าง โทรทัศน์ DVD หรือสื่ออินเตอร์เนตที่มีเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก วิวัฒนาการของหนังสือเกิดขึ้นการจากที่มนุษย์ได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆสั่งสมเป็นความรู้และประสบการณ์จนกระทั่งลงมือละเลงวาดสิ่งที่พบเห็นมาและวิถีชีวิตไว้บนผนังถ้ำอันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถ้ำจึงเป็นทั้งที่อยู่ค่อยคุ้มแดดคุ้มฝนและภัยจากสัตว์ร้ายที่ยังมีอยู่ชุกชุมในอดีต ทั้งยังกลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่คอยบันทึกเรื่องราวผ่านยุคสมัยให้สืบทอดมายังปัจจุบัน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เราพบ ศิลปะภาพพิมพ์บนผนังถ้ำในประเทศฝรั่งเศส และสเปน ทั้งยังมีการค้นพบรูปสลักผนังถ้ำที่มีอายุเก่าแก่ต่างๆมากมายในถ้ำต่างๆ การแกะสลักภาพวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นถือว่าเป็นหลักฐานอย่างแรกในการ แกะแบบพิมพ์ของมนุษย์

เมื่อโลกเราก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ราวก่อนคริสตกาลประมาณ 5,000 ปี มนุษย์ในแถบอารายธรรมเมโสโปเตเมียเริ่มรู้จักการใช้ ของแข็งกดลงบนดินเพื่อให้เกิดเป็นลวดลายและตัวอักษร จนกระทั่งถึงอารยะธรรมกรีกโบราณที่แสนรุ่งโรจน์ใช้วิธีเขียนหนังสือบนแผ่นไม้ ที่ทำจากต้นบีช (Beech) หรือที่เรียกกันในภาษาแองโกล-แซกซอนเรียกว่า BOC จนเป็นที่มาของคำว่าBookในปัจจุบัน ในขณะที่อีกฟากของอารยะธรรมอย่างในดินแดนตะวันออก ผู้นำอารยะธรรมอย่างจีน ก็เริ่มมีการบันทึกตัวอักษรลงบนแผ่นไม้ และใบลานตั้งแต่ก่อนคริสตกาลประมาณ 1,300 ปี หลังจากนั้นมนุษย์มีวิวัฒนาการที่นำหนังสัตว์มาใช้แทนกระดาษ โดยผ่านการฟอกและขัดจนเรียบใช้ทำเป็นม้วนบันทึกเรื่องราวต่างๆลงบนแผ่นหนังจนกระทั่ง ในพ.ศ.648 ( ค.ศ. 105) ชาวจีนชื่อ ไซลัน (Silan) ได้คิดค้นวิธีทำกระดาษจนกระดาษได้กลายเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในการบันทึกเรื่องราวต่างๆอย่างเช่นในปัจจุบัน  ในบรรพกาลปราชญ์ชาวจีนคิดค้นสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์ได้ ก่อนชาวยุโรปมามกมายหลายสิ่งแต่ขาดการพัฒนาการที่ต่อเนื่องทำให้ล้าหลังและองค์ความรู้ไม่ได้ต่อยอดเท่าทีควร  เช่น การที่จีนรู้จักคิดค้นดินประสิวก่อนชาติใดในโลก การสร้างเรือสำเภา กระดาษอันเป็นวัสดุจำเป็นที่ใช้ในการบันทึกสิ่งต่างๆก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่ปราชญ์ชาวที่จีนได้คิดค้นขึ้น แต่ขาดการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

นิทานสำหรับเด็กเพื่อฝึกฝนให้รักการอ่าน

การอ่านเป็นอาหารสมองที่ช่วยพัฒนาสมองให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ นอกจากนี้การอ่านยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาอารมณ์จิตใจ ช่วยให้ผู้อ่านมีความสุขบันเทิงใจผ่อนคลายความเครียด และช่วยบำบัดอาการทางจิต ซึ่งส่งผลต่อการลดปัญหาทางสังคมอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยมาก จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมการอ่านทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นการเริ่มต้นปลูกฝังรักหนังสือควรเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็กเพราะวัยนี้เป็นวัยที่ซึมซับและปลูกฝังลักษณะนิสัยต่างๆได้ง่าย การสร้างความสนใจให้เด็กอยากอ่านหนังสือเป็นการวางพื้นฐานการรักอ่านและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเด็กต่อไป

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้ใช้ภาษาซึ่งถูกนำมาบันทึกด้วยตัวหนังสือ เป็นสื่อกลางถ่ายทอดความหมายจากคนหนึ่งมาสู่คนอื่น ผ่านเรื่องเล่าตามจินตนาการ เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครแสดงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดได้เช่นเดียวกับคน โดยการสื่อสารจากหนังสือสำหรับเด็กประเภทนิทาน ด้วยวาจาของผู้เล่าไปสู่ผู้ฟังอย่างมีศิลปะ เพื่อสร้างความสนุกสนาน และเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านความรู้และคุณธรรมให้แก่ผู้ฟัง การอ่านเป็นทักษะที่ต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อน เพราะการอ่านจะเกี่ยว ข้องกับการแปลความสัญลักษณ์ที่เห็น และใช้แทนภาษาพูด เพื่อให้คนอื่นเข้าใจความคิดของผู้เขียน ผู้อ่านจึงต้องการเวลาสำหรับการฝึกการอ่าน ซึ่งต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

การเลือกนิทานสำหรับเด็ก

เป็นสื่อทางภาษาที่ถ่ายทอดเรื่องราวตามจินตนาการของผู้เขียน ผ่านภาษาและตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างบรรจงงดงาม การอ่านหนังสือนิทาน เด็กจะมีโอกาสเลือกอ่านตามความสนใจของตนเอง ตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเอง จึงแตกต่างจากการอ่านจากตำราหรือแบบฝึกหัด นอกจากนี้หนังสือนิทานไม่มุ่งเน้นการสอนซ่อมเสริมหรือฝึกฝนเด็ก เด็กจึงมีความสุขที่จะเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านด้วยทัศนคติที่ดี หนังสือนิทานสำหรับเด็กจะมีลักษณะเด่นเหมาะสมกับการสอนอ่าน เพราะมีภาพที่เชื่อมโยงเรื่องราวกับภาษาที่เป็นสัญ ลักษณ์ให้เด็กเข้าใจความหมายเรื่องราวงานเขียนนั้นๆ

นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

1.มีเนื้อหาสั้น ไม่วกวน ไม่ซับซ้อน เสนอเรื่องราวตรงไปตรงมา ชวนติดตาม น่าคิด สื่อถึงสังคมที่ดี
2.มีคำ ประโยคง่ายๆ ซ้ำๆ ก่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน
3.เป็นคำสุภาพ ไพเราะ ที่สังคมใช้สื่อสารอย่างเหมาะสม
4.มีภาพประกอบเรื่องราวสวยงาม
5.ภาพและเรื่องสอดคล้องกัน ชวนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาได้เป็นอย่างดี
6.ตัวหนังสือพิมพ์หรือเขียนอ่านง่าย ไม่มีลวดลายประดิษฐ์ ขนาดตัวหนังสือเหมาะแก่สายตา

ปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่านตั้งแต่ยังเด็ก

การอ่านมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน 

มีส่วนในการพัฒนาการศึกษา ปัจจุบันหลายฝ่ายให้ความสำคัญกับการอ่านมากขึ้นเพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมในการอ่านให้ยั่งยืน นำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาโดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองนี้ เพราะการจะผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติให้สำเร็จต้องมีกลุ่มทำงานยุทธศาสตร์มาผลักดันเรื่องนี้ และมีเรื่องหลักที่ต้องทำ คือ การตัดวงจรชั่วร้ายเนื่องจากหนังสือดีในปัจจุบันขายได้แค่ไม่กี่พันเล่ม ทำให้คนเขียน คนแปลหนังสือดีมีน้อย ตรงจุดนี้จะต้องอาศัยรัฐบาลมาช่วยตัดวงจรด้วยการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตหนังสือดีให้มากขึ้นโดยต้องมีกองทุนขึ้นมาสนับสนุนการผลิต การส่งเสริมให้เกิดชมรมรักการอ่านทุกหมู่บ้าน

การส่งเสริมให้เด้กรักการอ่านตั้งแต่เด็กจะช่วยให้รักการอ่านไปจนโตได้โดยหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังโดยน้ำเสียงที่คุณแม่เล่าและเรื่องราวจากหนังสือนิทานนั้นๆ จะช่วยให้ลูกได้ฝึกทักษะการจำ โดยจำสิ่งต่างๆในหนังสือ และเกิดความสนใจในเสียงต่างๆรอบตัวว่าเป็นเหมือนนิทานที่คุณอ่านให้ฟังหรือไม่ นอกจากนี้การได้ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่เวลาฟังนิทานจะทำให้เด็กให้ความใส่ใจในหนังสือที่คุณอ่านและต่อมา พวกเขาจะเริ่มให้ความสนใจในหนังสือด้วยตัวเขาเอง และจะขอให้คุณอ่านให้ฟัง คุณแม่อาจช่วยลูกอ่านออกเสียงตัวอักษรและคำต่างๆ เพื่อให้เขาฝึกออกเสียงด้วย ลูกจะเรียนรู้การอ่านตามธรรมชาติของเขาจากสิ่งที่คุณแม่หรือคุณพ่อเล่าหรืออ่านให้ฟัง

การอ่านหนังสือนอกจากเป็นอาหารสมองที่ดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจให้แก่ผู้อ่านด้วย ยิ่งผู้อ่านได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินจากเรื่องที่อ่านมากเท่าไร การเรียนรู้ก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเท่านั้น การอ่านกับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณครูควรปลูกฝังและส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยอนุบาล เพราะเด็กในวัยนี้จะซึบซับและเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวได้ง่ายและรวดเร็ว ยิ่งถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากคุณครูเป็นประจำและสม่ำเสมอด้วยแล้ว เด็กก็จะเกิดความคุ้นเคยและเคยชินกับการอ่านหนังสือ จนพัฒนาเป็นนิสัยรักการอ่านโดยไม่รู้ตัว

การอ่านเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมสามารถทำร่วมกันได้

แต่คนที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ เพราะการส่งเสริมการอ่านควรเริ่มแต่วัยเยาว์และต้องเริ่มต้นจากครอบครัวเป็นลำดับแรก พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก หากพ่อแม่ไม่สนใจอ่านหนังสือแล้ว  คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ลูกเชื่อว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ควรทำ และสถานศึกษาก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเด็กให้เป็นคนรักการอ่าน ผ่านการจัดกิจกกรมส่งเสริมการอ่าน การจัดห้องสมุดให้น่าเข้า รวมถึงการบูรณาการความรู้จากหนังสือต่างๆ ที่เด็กชอบเข้ากับวิชาเรียนแต่ละวิชาให้ได้ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนานกับการอ่านหนังสือ และเริ่มมองเป็นมุมมองที่หลากหลายจากหนังสือเล่มเดิมได้มากขึ้น